เมื่อพระโพธิสัตว์ของเราอุบัติขึ้นแล้ว

มีเรื่องโดยย่อว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า มาตังคะ อยู่ที่เมืองราชคฤห์
เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์สุดท้าย เมื่อพระโพธิสัตว์ของเราอุบัติขึ้นแล้ว เทวดาทั้งหลาย
ต่างก็มาเพื่อจะบูชาพระโพธิสัตว์ เทวดาเห็นพระมาตังคปัจเจกพุทธเจ้าจึงพากันกล่าวกับท่าน
ว่า “ท่านผู้นิรทุกข์ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก” พระมาตังคปัจเจกพุทธเจ้า กำลังออก
จากนิโรธ ได้ฟังดังนั้น ก็เห็นว่าตนจะสิ้นชีวิต๑๑๒ จึงเหาะไปที่ภูเขาชื่อมหาปปาตะในหิมวันต-
ประเทศ ซึ่งเป็นที่ปรินิพพานของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วโยนโครงกระดูกของ
พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ปรินิพพานแล้วในกาลก่อนลงในเหวแล้ว นั่งบนพื้นศิลา ได้กล่าวคาถานี้
ในคาถานั้น ราคะ โทสะ และโมหะปรากฏในอุรคสูตรว่า
ภิกษุผู้กำจัดความโกรธที่เกิดขึ้นได้ เหมือนหมองูกำจัดพิษงูที่แผ่ซ่านไป ด้วยยากำ- Read the rest of this entry »

Comments off

พระเจ้าพาราณสี เกิดอาพาธกล้า ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแก่พระองค์

พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๔๑ (คาถาที่ ๔๑) กล่าวว่า
·Ø¡Çѹ¹Õé ÁÔμ÷Ñé§ËÅÒÂÁÕ»ÃÐ⪹ìà»ç¹àËμØ
¨§¤ºáÅÐàʾ´éÇ ÁÔμ÷ÕèäÁèÁØè§»ÃÐ⪹ìËÒä´éÂÒ¡
Á¹ØÉÂì·Ñé§ËÅÒÂÁÕปัญญาÁØè§»ÃÐ⪹ìμ¹ äÁèÊÐÍÒ´๑๒๐
¾ÃлѨà¨ก¾Ø·¸à¨éÒ ¨Ö§»ÃоÄμÔÍÂÙè¼Ùéà´ÕÂÇàËÁ×͹¹Íáô๑๒๑
มีเรื่องโดยย่อว่า พระเจ้าพาราณสี เกิดอาพาธกล้า ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแก่พระองค์
มีสตรีสองหมื่นนางห้อมล้อม ต่างทำการนวดพระหัตถ์และพระบาท พวกอำมาตย์คิดกันว่า
พระราชาคงจะสวรรคต จึงทูลขอไปอยู่รับใช้พระราชาเมืองอื่น เมื่อพระราชาทรงหายจาก
ประชวรตรัสถามอำมาตย์ผู้นี้ไปไหน ? ได้ทรงสดับเรื่องราวแล้วทรงสั่นพระเศียรนิ่งอยู่ ฝ่าย
อำมาตย์ได้ฟังข่าวว่าพระราชาทรงหายประชวรแล้ว จึงกลับมาอีก พระราชาทรงดำริว่า ถ้า เรา
จักลวงว่าเป็นไข้ เหล่าสตรีพากันห้อมล้อมกระทำกิจทั้งปวงเช่นครั้งก่อน พวกอำมาตย์ก็พา
ชนมากกว่าก่อน หลีกไปอีก พระราชาทรงกระทำถึงสามครั้ง ครั้งที่สี่ทรงเบื่อ Read the rest of this entry »

Comments off

ทำเป็นอารมณ์สังเวช พิจารณาถือเอาเรื่องสังเวชนั้นให้เป็นอารมณ์แล้ว

ช้างละทิ้งโขลง), ไม่ยินดีในการคลุกคลี, ทรงแสวงหาวิวัฏฏะ, พิจารณาเห็นความโลภของ พ่อ
ครัว, สหายลามกผู้ตั้งในธรรมที่ผิด, ความเป็นพหูสูตของพระปัจเจกพุทธเจ้า, ความดิ้นรน,
ความโลภ ความอยาก (ในการทอดพระเนตรละคร), พิจารณาไฟเผากิเลสและทำลายข่ายคือ
ตัณหาและทิฏฐิด้วยอริยมรรคญาณ, ความอยากได้, ความอยากในรส, เพื่ออนุรักษ์ญาณ,
แสวงหาโลกุตรธรรม, ข่มตัณหา, ความไม่สะดุ้งกลัว ไม่ข้อง ไม่ถูกฉาบทา, ความเบื่อหน่ายใน
บริวารชน ทรงกระทำเป็นอารมณ์สังเวช พิจารณาถือเอาเรื่องสังเวชนั้นให้เป็นอารมณ์แล้ว
สละราชสมบัติ ออกผนวช ทรงแจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณแล้วบรรลุพระปัจเจกโพธิญาณ
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเล่าพระประวัติของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔๑ พระองค์ให้
พระอานนท์ฟังแล้ว ทรงแสดงสามัญลักษณะของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และทรงจบ
ปัจเจกพุทธาปทานลงด้วยข้อความว่า Read the rest of this entry »

Comments off

องค์ธรรม สถานภาพ และบทบาทของพระปัจเจกพุทธเจ้า

ไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ แต่ยังไม่ได้บรรลุพระนิพพาน พิจารณาถือเอาเรื่องสังเวชนั้น
ให้เป็นอารมณ์ด้วยอารมณ์เพียงเล็กน้อย ย่อมบรรลุ ทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณเฉพาะ
ผู้เดียว แม้มิได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ยกเว้นพระพุทธเจ้าแล้ว
ไม่มีผู้ประเสริฐเทียบเท่ากับพระปัจเจกพุทธเจ้า
ในพระประวัติของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔๑ พระองค์ เกือบทุกพระองค์
ทรงบังเกิดขึ้นในสกุลกษัตริย์ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเป็นพระเจ้าพาราณสี มี ๒ พระองค์
เท่านั้น ที่เป็นบุตรปุโรหิตและบุตรเศรษฐี ไม่ปรากฏว่าบังเกิดในสกุลพราหมณ์ ในคาถา
องค์ที่ ๔๐ เป็นพระประวัติของพระปัจเจกพุทธเจ้ามาตังคะ ที่ปรินิพพาน ซึ่งแสดงว่า
พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้นในกาลที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดขึ้น
ก่อนจะบรรลุพระปัจเจกโพธิญาณ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายพิจารณา Read the rest of this entry »

Comments off

ผู้ปรารถนาความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าจะต้อง

๔.๑.๑ บารมี ๓๐๑
ผู้ปรารถนาความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าจะต้องบำเพ็ญบารมีเช่นเดียวกับ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในสโมธานกถา พระผู้มีพระภาคสรุปการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ตรัสถึง
การบำเพ็ญบารมีอันเป็นธรรมเครื่องบ่มพระโพธิญาณ จัดเป็นบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ และ
ปรมัตถบารมี ๑๐ คือ
การบำเพ็ญทานในภพที่เป็นพระเจ้าสิวิราชผู้ประเสริฐเป็นทานบารมี ในภพที่เราเป็น
เวสสันดรและเวลามพราหมณ์ อกิตติดาบสอดอาหาร เป็นทานอุปบารมี ในภพที่เราเป็น
พญาไก่ป่า สีลวนาคและพญากระต่ายเป็นทานปรมัตถบารมี ในภพที่เราเป็นพญาวานร                     ช้างฉัททันต์และช้างเลี้ยงมารดา เป็นศีลบารมี การรักษาศีลในภพที่เป็นจัมเปยยนาคราช
ในภพที่เป็นยุธัญชัยกุมาร มหาโควินทพราหมณ์ คนเลี้ยงช้าง อโยฆรราชโอรส ภัลลาติ
สุวรรณสาม มฆเทพและเนมิราช เป็นอุปบารมี ในภพที่เป็นมโหสถ กุณฑล ตัณฑิละ Read the rest of this entry »

Comments off